เส้นเลือดแตกในสมองจากภาวะความดันโลหิตสูง
เส้นเลือดแตกในสมองจากภาวะความดันโลหิตสูง
(Stroke, Cerebrovascular accident, CVA, Hypertensive intracerebral hemorrhage)
เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคหลอดเลือดของสมองเป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ นอกจากนั้น ยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วย เนื่องจากภาวะทุพพลภาพทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นภาระของสมาชิกในครอบครัวในเรื่องการดูแลปรนนิบัติ และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วย
อาการแสดงของโรคนี้มีอะไรบ้าง
อาการที่แสดงออกจะเป็นลักษณะเฉียบพลัน เช่น
· ปวดศีรษะขึ้นมาทันที บางทีมีอาเจียนร่วมด้วย
· แขน, ขา อ่อนแรง หรือชาขึ้นมาทันทีครึ่งซีก หรือด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย
· มีอาการพูดลำบาก, พูดไม่ออก, ออกเสียงไม่ชัด
· เวียนศีรษะ หรือเสียการทรงตัว
ในบางรายเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยยืนหรือเดินอยู่ อาการแขน, ขาอ่อนแรงครึ่งซีก ทำให้ผู้ป่วยพยุง หรือทรงตัวไม่อยู่แล้วล้มลง เมื่อญาติมาพบทำให้เข้าใจว่าเกิดอุบัติเหตุแล้วทำให้มีเลือดออกในสมอง แต่ผลจากการตรวจร่างกายและการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ทำให้แพทย์สามารถแยกสาเหตุของเส้นเลือดแตกในสมองออกจากการเกิดอุบัติเหตุได้
เส้นเลือดแตกในสมองจากภาวะความดันโลหิตสูงมีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง
ปัจจัยเสี่ยงต่างๆมีดังนี้
1.โรคเบาหวาน
2. ภาวะความดันโลหิตสูง
3.ไขมันในเส้นเลือดสูง
4.การสูบบุหรี่
ในผู้ป่วยบางรายอาจมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่า 1 อย่าง
เราจะทราบได้อย่างไรว่าเส้นเลือดที่แตกเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง
- จากการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ซึ่งจะปรากฏให้เห็นก้อนเลือดที่ออกในเนื้อสมอง (รูปภาพที่ 1) ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากผิวสมอง 4-5 เซนติเมตร ในส่วนที่เรียกว่า “เบเซิล แกงเกลีย (Basal ganglia)” ซึ่งเป็นส่วนที่พบได้บ่อยมากกว่าส่วนอื่น เลือดออกมานั้นมาจากการแตกของเส้นเลือดฝอยในเนื้อสมอง ถึงแม้ว่าเส้นเลือดที่แตกจะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เลือดออกมาเป็นจำนวนมากจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
นอกจากนั้นเรายังสามารถทราบถึงขนาดของก้อนเลือด รวมทั้งผลกระทบต่อสมองส่วนอื่นๆอีกด้วย โดยตำแหน่งที่เห็นในเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง แพทย์จะสามารถบอกได้ว่าเลือดที่ออกมานั้นเกิดจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตสูงหรือเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เลือดออกในสมองจากศีรษะถูกกระแทก หรือจากการล้ม หรือเลือดออกในสมองจากการที่ผู้ป่วยมีเส้นเลือดผิดปกติในสมอง แต่ในบางรายก็อาจจะแยกสาเหตุได้ยาก ซึ่งอาจจะต้องใช้การตรวจอื่นๆเข้ามาช่วย เช่น การตรวจเอกซเรย์เพื่อดูหลอดเลือดในสมอง หรือการตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

รูปภาพที่ 1 ภาพจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง แสดงให้เห็นก้อนเลือด
ในตำแหน่งสมองที่พบบ่อยในภาวะที่เกิดจากความดันโลหิตสูง
การรักษาผู้ป่วยในกรณีเลือดออกในสมองจากภาวะความดันโลหิตสูง มีอะไรบ้าง
แนวทางการรักษามี 2 วิธีคือ
- การรักษาทางยา
- การรักษาโดยการผ่าตัด
แนวทางการรักษาทั้ง 2 วิธีนี้ ประสาทแพทย์และประสาทศัลยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณา โดยข้อมูลที่จะต้องพิจารณาประกอบด้วย
- อาการของผู้ป่วย โดยพิจารณาว่าในขณะนั้นผู้ป่วยมีอาการหนักมากหรือน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะสิ่งที่จะต้องพิจารณาเป็นสำคัญ คือ ระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วยส่วนมากผู้ป่วยที่มีอาการหนักมักจะไม่รู้สึกตัว, ซึม หรือหลับ นอกจากนั้นข้อมูลที่ได้จากการตรวจร่างกายอื่นๆ ก็ต้องนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อใช้เป็นแนวทางตัดสินในการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยด้วย
- ขนาดของก้อนเลือด ถ้าก้อนเลือดมีขนาดใหญ่มาก (รูปภาพที่ 2) ก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหนักมาก ในขณะเดียวกันถ้าก้อนเลือดมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยก็มักจะมีอาการไม่มาก

รูปภาพที่ 2 ภาพจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง แสดงให้เห็นก้อนเลือดที่มีขนาดใหญ่
โดยทั่วไป ถ้าอาการของผู้ป่วยไม่หนักและก้อนเลือดมีขนาดไม่ใหญ่นัก แพทย์อาจจะพิจารณาให้การรักษาทางยา แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนักและก้อนเลือดมีขนาดใหญ่ อาจจะต้องพิจารณาเรื่องการทำผ่าตัด
การผ่าตัดสามารถทำได้ในกรณีใดบ้างและมีความปลอดภัยแค่ไหน
เลือดที่ออกในสมองในตำแหน่งต่างๆกัน ก็จะส่งผลต่อความเสี่ยงในการทำผ่าตัด โดยรวมถ้าก้อนเลือดอยู่ที่ผิวสมอง การผ่าตัดก็จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าก้อนเลือดที่อยู่ลึกลงไป ยิ่งก้อนเลือดอยู่ลึกมากความเสี่ยงก็จะยิ่งมีมาก
ในบางตำแหน่งของสมอง เช่น แกนสมอง การผ่าตัดจะทำได้ยากและส่วนใหญ่ผลของการผ่าตัดไม่ค่อยดีนัก แต่ส่วนใหญ่ในรายที่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง เลือดจะออกในเนื้อสมองซึ่งอยู่ลึกลงไปจากผิวสมองประมาณ 4-5 เซนติเมตร แพทย์จะพิจารณาทำผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ โดยทั่วไปแล้วจะใช้กล้องขยาย (Microscope) (รูปภาพที่ 3) เข้าไปทำผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดแบบนี้จะมองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนมาก ทำให้แพทย์สามารถเอาก้อนเลือดออกและห้ามเลือดได้ดี การผ่าตัดแบบนี้เรียกว่า “Microsurgery” ซึ่งมีความปลอดภัยสูงและแผลผ่าตัดก็มีขนาดไม่ใหญ่มาก

รูปภาพที่ 3 ภาพแสดง กล้องผ่าตัด Microscopeและการผ่าตัดโดยใช้กล้อง Microscope
ในผู้ป่วยบางรายที่ให้การรักษาทางยาแล้ว ทำไมถึงต้องทำผ่าตัด
ผู้ป่วยในระยะแรกอาการอาจจะมีไม่มากนัก แพทย์จึงพิจารณาให้การรักษาทางยา แต่ในผู้ป่วยบางรายระหว่างที่ให้การรักษาทางยา ผู้ป่วยอาจจะมีอาการทรุดลงได้เนื่องจาก
- ผู้ป่วยที่ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองภายใน 6 ชั่วโมงแรก ก้อนเลือดที่เห็นจะยังมีเลือดซึมออกในเวลาต่อมา เมื่อก้อนเลือดมีขนาดเพิ่มขึ้นอาการผู้ป่วยก็จะมีมากขึ้น ดังนั้นหลังจาก 6 ชั่วโมงไปแล้ว ถ้าผู้ป่วยมีอาการทรุดลง อาจจะต้องพิจารณาทำการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซ้ำอีกครั้ง เพื่อดูว่ามีเลือดออกเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ถ้ามีเลือดออกเพิ่มขึ้นอาจจะต้องพิจารณาทำการผ่าตัด
- ภายใน 48 ชั่วโมง สมองจะมีอาการบวมตามมา ถ้าสมองบวมมากประกอบกับมีก้อนเลือดขนาดใหญ่พอสมควรอยู่แล้ว จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงได้ แต่โดยปกติเมื่อเริ่มการรักษาแพทย์ก็จะพิจารณาการให้ยาลดอาการสมองบวมอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการทรุดลงก็อาจจะต้องใช้วิธีการทำผ่าตัดร่วมด้วย
- ในบางรายก้อนเลือดหรือลิ่มเลือด อาจจะไปขัดขวางการไหลเวียนของน้ำในโพรงสมอง ทำให้เกิดภาวะน้ำคั่งในสมองฉับพลัน หรือค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ในกรณีแบบนี้การทำผ่าตัดวางท่อระบายน้ำที่คั่งในสมอง ก็จะเป็นการรักษาให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น
การผ่าตัดในปัจจุบันนี้ มีความก้าวหน้าไปมาก และมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตามสภาพของผู้ป่วยก่อนผ่าตัดจะเป็นตัวกำหนดผลของการผ่าตัดด้วย ดังนั้นการผ่าตัดในขณะที่ผู้ป่วยไม่ทรุดหนักมากก็จะดีกว่า
จะเห็นได้ว่าถึงแม้ผู้ป่วยบางราย แพทย์จะสามารถช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ แต่หลายๆรายจะยังมีความผิดปกติในการทำงานของร่างกายหลงเหลืออยู่เช่น เป็นอัมพาต,พูดไม่ได้ ซึ่งเป็นภาระต่อคนในครอบครัว ทางที่ดีควรจะดูแลร่างกายและป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่าเช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองดังที่กล่าวมาแล้ว จะทำให้โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดของสมองแตกหรือตีบน้อยลง