ขั้นตอนและทางเลือกของการรักษาหมอนรองกระดูกสันหลัง ที่ควรทราบ
ในอดีต ปัญหาของหมอนรองกระดูกสันหลัง หากรักษาไม่หายจากการให้ยา หรือกายภาพบำบัดแล้ว คงหนีไม่พ้นการผ่าตัด ซึ่งในอดีตการผ่าตัดมักจะมีแผลขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของโครงสร้างกระดูกสันหลัง นอกจากนั้นยังมีแผลเป็น ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งบางครั้ง เป็นสาเหตุของการปวดหลังเรื้อรังหลังผ่าตัดที่เรียกว่า “Failed back Syndrome”
การผ่าตัดในปัจจุบัน นับว่ามีความก้าวหน้าไปอย่างมาก และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องที่มีกำลังขยายและสามารถใช้เครื่อง X-ray ที่มีประสิทธิภาพสูงในระหว่างผ่าตัด นอกจากนั้น แผลผ่าตัดก็มีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ ลดข้อเสียต่างๆที่เกิดจากบาดแผลขนาดใหญ่ แนวทางการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังในปัจจุบันนี้ มุ่งหวังที่จะลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อต่างๆให้น้อยที่สุด ที่เรียกว่า “Minimally Invasive Spine Surgery” ดังนั้น ก่อนที่จะได้รับการผ่าตัดรักษาหมอนรองกระดูกสันหลัง เราควรจะทราบทางเลือกของการผ่าตัดรักษา ซึ่งมีผลกระทบจากน้อยไปมาก ซึ่งการรักษาดังกล่าว อาจจะเหมาะแล้วแต่กรณีของผู้ป่วย ซึ่งศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์การรักษาดังกล่าว จะเป็นผู้แนะนำ
1. Nucleoplasty เป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก โดยใช้เข็มฝังเข้าไปในหมอนรองกระดูกที่มีปัญหา แล้วปล่อยพลังคลื่นวิทยุผ่านเข็ม ซึ่งจะเกิดความร้อนที่ปลายเข็ม ทำให้เกิดการสลายหมอนรองกระดูกส่วนหนึ่ง (ประมาณ 0.5-1 มิลลิเมตร) ออกไป ผลที่เกิดขึ้นก็คือ แรงดันในหมอนรองกระดูกจะลดลงอย่างมาก ซึ่งจะลดการกดเส้นประสาทที่เป็นสาเหตุของการปวดหลัง, อาการปวดหลังร้าวลงขา หรือปวดคอ และ ปวดคอร้าวลงแขน
ใครที่เหมาะในการรักษาโดยวิธี Nucleoplasty
- ผู้ที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนไม่มาก (Herniated Nucleus Pulposus : HNP) และทนทุกข์ทรมานต่ออาการเจ็บปวด โดยรักษาไม่หายด้วยการรักษาทางยา หรือทำกายภาพ แต่เป็นลักษณะเฉพาะที่ปวดหลัง (Back pain) ไม่มีปวดร้าวลงแขน หรือขา
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังทำ Nucleoplasty
- ลดแรงดันที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาทไขสันหลัง (Spinal nerves)
- ลดความเจ็บปวด
- ลดการใช้ยาบรรเทาปวดได้ประมาณ 70 % ของผู้ป่วย
ข้อได้เปรียบของวิธี Nucleoplasty
1. เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive) โดยอยู่ภายใต้การใช้เครื่อง Fluoroscope ตรวจตำแหน่งการผ่าตัด
- ไม่ต้องใช้ยาดมสลบ
- เกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าการผ่าตัด
2. ลดระยะการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
3. การฟื้นตัวหลังผ่าตัดรวดเร็ว สามารถกลับบ้านได้ทันที หรือนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพียง 1 คืน
4. อาการที่เจ็บปวดจะบรรเทาไปอย่างรวดเร็วภายใน 2 สัปดาห์ ในผู้ป่วยส่วนใหญ่

1.1 Nucleoplasty
2. Endoscopic Surgery เป็นการผ่าตัดหมอนรองกระดูก โดยใช้กล้องขนาดเล็ก ซึ่งจะสอดผ่านผิวหนังเข้าไปในตำแหน่งของหมอนรองกระดูกที่มีปัญหา โดยอาศัยเครื่องมือ X-ray เข้ามาช่วยบอกตำแหน่ง ภาพที่เห็นจากกล้อง Endoscope จะเป็นภาพที่มีการขยาย และเห็นรายละเอียดชัดเจน โดยภาพจะถูกถ่ายทอดไปบนจอ Monitor ขณะผ่าตัดแพทย์จะใช้เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก หรือ เลเซอร์ สอดผ่านกล้องเพื่อเข้าไปทำผ่าตัด โดยที่แผลผ่าตัดจะมีขนาดประมาณ 8 มิลลิเมตร

2.1 ขณะมองผ่านจอมอนิเตอร์
4.2 Cervical artificial disc replacement
5. Fusion Technique เป็นการเชื่อมกระดูกเข้าด้วยกัน โดยใช้กระดูกของผู้ป่วยเอง หรือ กระดูกเทียม ทั้งนี้เพื่อให้โครงสร้างกระดูกสันหลังของผู้ป่วย มีความแข็งแรงมากขึ้น

5.1 : Cervical Fusion
การผ่าตัดในปัจจุบัน จะพิจารณาเลือกการผ่าตัดที่มีผลกระทบน้อยมาเป็นอันดับแรก ภายใต้แนวคิด Less Invasive is More Effective
แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะผ่าตัดแบบใดนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เป็นสำคัญ เพราะผู้ป่วยบางรายอาจไม่เหมาะสมที่จะรักษาด้วยการผ่าตัดแผลเล็ก
ดังนั้น การปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ ในการรักษาและผ่าตัดได้หลายรูปแบบ ย่อมจะสามารถให้คำแนะนำในการเลือกวิธีรักษาให้ผู้ป่วยในแต่ละรายได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ผลกระทบที่ตามมาหลังการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลัง ที่ควรทราบ
1. ความแข็งแรงของโครงสร้างกระดูกสันหลังเสียหาย หากเกิดขึ้นอาจจำเป็นต้องมีการผ่าตัด เพื่อเชื่อมกระดูก หรือผ่าตัดใส่อุปกรณ์ตรึงกระดูก
2. แผลเป็น หรือพังผืดที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะไปรั้งหรือไปรัดเส้นประสาท ทำให้เกิดปัญหาปวดหลังเรื้อรังหลังผ่าตัด
3. แผลขนาดใหญ่ ย่อมก่อให้เกิดความเจ็บปวดตามขนาดของบาดแผล นอกจากนั้น ยังส่งผลให้ช่วงระยะเวลาพักฟื้นยาวขึ้น ซึ่งหมายถึงผลกระทบต่อระยะเวลาที่จะกลับไปทำงาน หรือการทำกิจวัตรประจำวัน
4. การทำผ่าตัดขนาดเล็ก สามารถที่จะทำผ่าตัด โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ได้ ทำให้ลดระยะเวลาในการอยู่โรงพยาบาลได้ และลดอาการปวดแผลหลังผ่าตัดได้มาก
การรักษาโดยมีผลกระทบต่อผู้ป่วยน้อยเท่าใด ย่อมมีประโยชน์อย่างต่อผู้ป่วยมากเท่านั้นดังนั้นปัจจัย ที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงเสมอ คือ ผลกระทบที่จะตามมาภายหลังการผ่าตัด ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์จะต้องพิจารณาหาวิธีที่ดีและเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด เพื่อที่จะลด หรือ หลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะตามมาภายหลังผ่าตัด โดยการผ่าตัดแผลเล็กนั้น จะส่งผลกระทบน้อยมากต่อเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณที่ทำการผ่าตัด เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแผลใหญ่แบบเดิม
ดังนั้นการผ่าตัดที่เล็ก ย่อมเป็นประโยชน์อย่างมาก (Less Invasive is More Effective) ต่อผู้ป่วย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
แนวทางการรักษาอาการปวดจากหมอนรองกระดูกสันหลัง
- กว่า 80% ของคนที่ปวดหลังจากหมอนรองกระดูก จะค่อยๆหายไปภายใน 3-4 สัปดาห์ ซึ่งในระหว่างนี้เพียงแค่การพักผ่อน และหลีกเลี่ยงการทำงานของหลังร่วมกับการรับประทานยาแก้อักเสบ อาการปวดก็จะค่อยๆหายไป
- การรักษาโดยใช้พลังงานความร้อนอบ, ประคบ, การนวดเบาๆ หรือการรักษาโดยใช้คลื่นความถี่ (Ultrasound) ก็จะช่วยให้อาการที่ปวดมาก บรรเทาได้เร็วขึ้น การดึงคอ หรือดึงหลัง (Traction) อาจได้ประโยชน์ในผู้ป่วยบางราย
- อาการปวดดังกล่าว ถ้าไม่หาย ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (Spine Doctor) เพื่อตรวจร่างกาย และใช้เครื่องมือพิเศษมาตรวจ เช่น การ X-ray, MRI (เครื่องสนามแม่เหล็ก) หรือ การตรวจกล้ามเนื้อและระบบประสาทโดยใช้ไฟฟ้า (EMG+NCV) โดยรวม MRI จะมีประโยชน์มากในการวินิจฉัย และพิจารณาการวางแผนแนวทางการรักษา
- หลังจากที่ได้รับการวินิจฉัย (จากข้อมูล MRI) แล้ว การรักษามักจะใช้วิธีที่ไม่ใช่การผ่าตัด เช่น
1. การฉีดยาชา เข้าที่บริเวณข้อต่อของกระดูกสันหลัง (Facet joint injection)
2. การฉีดยาแก้อักเสบ ที่บริเวณเส้นประสาทไขสันหลัง
3. การใช้คลื่นความถี่ รักษาอาการเจ็บปวดบริเวณเส้นประสาทไขสันหลัง
ในบางรายอาการปวดก็จะหายไป หรือหายไปสักระยะหนึ่ง แล้วแต่พยาธิสภาพ
- ในรายที่อาการปวดยังคงไม่หาย และระยะเวลาที่เป็นมากกว่า 8 สัปดาห์ ควรไปพบศัลยแพทย์ระบบประสาทไขสันหลัง (Spine Surgeon) ซึ่งการรักษาหมอนรองกระดูกสันหลัง ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก มีทั้งการผ่าตัดโดยไม่เปิดแผล (Non-opened Surgery) เช่น Nucleoplasty, Endoscopic discectomy หรือ ถ้าจำเป็นต้องผ่าตัด ในปัจจุบัน บาดแผลก็เป็นแผลขนาดเล็กๆ ประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร โดยผ่าตัดผ่านกล้อง Microscope ที่เรียกว่า Microdiscectomy หรือ Key Hole discectomy หรือการผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูก (Artificial Disc Replacement) ในบางรายที่จำเป็น อาจจะต้องผ่าตัดเพื่อยึดกระดูก (Fusion Technique)
ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษาหมอนรองกระดูกโดยวิธีดังกล่าว จะเป็นผู้ให้คำแนะนำว่า การรักษาใดจะเหมาะสมกับในแต่ละกรณี