การผ่าตัดสมองและไขสันหลังแนวใหม่
หลายๆท่านคงทราบว่า ไขสันหลัง เป็นส่วนของระบบประสาทส่วนกลางที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสมอง ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหว, การรับรู้ความรู้สึกของลำตัว และแขน-ขา ไขสันหลัง เป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งต่อเนื่องมาจากแกนสมอง ลงมาในโพรงของกระดูกสันหลัง เริ่มตั้งแต่บริเวณคอจนกระทั่งถึงบริเวณก้นกบ ระดับไขสันหลัง ทางการแพทย์แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับคอ (Cervical), ระดับอก (Thoracic), ระดับหลัง (Lumbar) และระดับก้นกบ (Sacrum)
ไขสันหลังซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่มีความอ่อนนุ่ม จะถูกปกป้องและห่อหุ้มอย่างดีโดยโครงสร้างของกระดูกสันหลังเอง หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่บริเวณกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง หรือเส้นประสาทของไขสันหลัง อาจจะทำให้เกิดความผิดปกติในการเคลื่อนไหวของแขน-ขา หรือ การควบคุมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ นอกจากนั้นการรับรู้ในด้านความรู้สึกต่ออุณหภูมิร้อน-เย็น และการสัมผัส ก็จะเสียไป
ICG (Indocyanine green)
|
เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การฉีดสารเรืองแสงและตรวจหาสารเรืองแสง (Fluorescene) ในเส้นเลือดขณะทำผ่าตัดโดยมองผ่านกล้องผ่าตัดชนิดพิเศษช่วยให้การผ่าตัดเส้นเลือดในสมองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หลักการคือ การฉีดสารที่เรียกว่า ICG (Indocyanine green) ผ่านเข้าไปตามกระแสเลือด ซึ่งจะมีคุณสมบัติเรืองแสง Fluorescene แต่จะเห็นได้โดยต้องใช้กล้องชนิดพิเศษ (Near infrared camera) เท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งเราสามารถใช้อุปกรณ์บันทึกภาพเหล่านี้ได้ |
|
|
Cerebral AVM (กลุ่มเส้นเลือดผิดปกติในสมอง)
Cerebral AVM หรือ Arteriovenous Malformation เป็นความผิดปกติของเส้นเลือดในเนื้อสมองซึ่งเป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เห็นเป็นกลุ่มของเส้นเลือดประกอบไปด้วย เส้นเลือดแดงต่อเข้ากับกลุ่มของเส้นเลือดผิดปกติ จากนั้นก็จะไหลออกทางเส้นเลือดดำที่มีขนาดใหญ่ จะอยู่ในตำแหน่งต่างๆของสมอง ซึ่งบางรายอาจจะอยู่ที่ผิวสมอง แต่บางรายอาจจะอยู่ลึกลงไปในเนื้อสมองและมีขนาดแตกต่างกันไปทั้งเล็กและใหญ่
การผ่าตัดโดยใช้กล้องขนาดเล็กสอดผ่านรูจมูกเพื่อรักษาเนื้องอกต่อมใต้สมอง
ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) เป็นอวัยวะขนาดเล็กอยู่ที่ฐานสมอง เป็นส่วนที่สร้างฮอร์โมนหลายชนิดผ่านเข้าไปในกระแสเลือด เพื่อควบคุมสมดุลต่างๆของร่างกาย ตัวอย่างของฮอร์โมนเหล่านี้ ได้แก่ Prolactin เกี่ยวกับการหลั่งน้ำนม, Growth hormone เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย, ฮอร์โมนไทรอยด์, ฮอร์โมนเพศ FSH, LH, ฮอร์โมนต่อมหมวกไต ACTH, Cortisol เมื่อเกิดมีเนื้องอกต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนเหล่านี้บางตัวจะถูกสร้างมากขึ้นกว่าปกติ และบางตัวก็น้อยกว่าปกติ ทำให้มีอาการต่างๆตามมา เช่น
- ถ้า Prolactin สูง ในผู้หญิงก็จะมีอาการมีน้ำนมไหล ไม่มีประจำเดือน ในผู้ชายอาจพบว่ามีปัญหา ความต้องการทางเพศลดลง
- ในรายที่ Growth hormone สูง รูปร่างของผู้ป่วยจะสูงใหญ่กว่าคนปกติมาก ถ้าเป็นโรคนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าเป็นหลังจากร่างกายหยุดเติบโตแล้ว จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะโครงสร้างของใบหน้า, มือและเท้า ซึ่งจะใหญ่ขึ้น
ก้อนเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง ถ้าทิ้งไว้จะโตขึ้นเรื่อยๆ จนไปกดทับเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็น
แย่ลงจนถึงตาบอดได้ นอกจากนั้นยังลุกลามไปกดเบียดสมองส่วนอื่นๆได้
เส้นเลือดแตกในสมองจากภาวะความดันโลหิตสูง
เส้นเลือดแตกในสมองจากภาวะความดันโลหิตสูง
(Stroke, Cerebrovascular accident, CVA, Hypertensive intracerebral hemorrhage)
เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคหลอดเลือดของสมองเป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ นอกจากนั้น ยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วย เนื่องจากภาวะทุพพลภาพทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นภาระของสมาชิกในครอบครัวในเรื่องการดูแลปรนนิบัติ และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วย
อาการแสดงของโรคนี้มีอะไรบ้าง
อาการที่แสดงออกจะเป็นลักษณะเฉียบพลัน เช่น
· ปวดศีรษะขึ้นมาทันที บางทีมีอาเจียนร่วมด้วย
· แขน, ขา อ่อนแรง หรือชาขึ้นมาทันทีครึ่งซีก หรือด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย
· มีอาการพูดลำบาก, พูดไม่ออก, ออกเสียงไม่ชัด
· เวียนศีรษะ หรือเสียการทรงตัว
การผ่าตัดเส้นเลือดโป่งพองในสมองโดยใช้กล้องชนิดพิเศษ
เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การฉีดสารเรืองแสงและตรวจหาสารเรืองแสง (Fluorescene) ในเส้นเลือดขณะทำผ่าตัดโดยมองผ่านกล้องผ่าตัดชนิดพิเศษช่วยให้การผ่าตัดเส้นเลือดในสมองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หลักการคือ การฉีดสารที่เรียกว่า ICG (Indocyanine green) ผ่านเข้าไปตามกระแสเลือด ซึ่งจะมีคุณสมบัติเรืองแสง Fluorescene แต่จะเห็นได้โดยต้องใช้กล้องชนิดพิเศษ (Near infrared camera) เท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งเราสามารถใช้อุปกรณ์บันทึกภาพเหล่านี้ได้ (รูปภาพที่ 1)

รูปภาพที่ 1 การฉีดสารเรืองแสงและตรวจหาสารเรืองแสง (Fluorescene)
ในเส้นเลือดขณะทำผ่าตัดโดยมองผ่านกล้องผ่าตัดชนิดพิเศษ
Minimally invasive neurosurgery
สมอง เป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย การควบคุมการเคลื่อนไหวต่างๆ, การรับรู้ความรู้สึกของร่างกาย ก็มีศูนย์กลางอยู่ที่สมอง ความทรงจำ, ความคิดต่างๆที่ซับซ้อน, การพูด หรือความเข้าใจในภาษา ล้วนแต่ควบคุมมาจากสมองทั้งสิ้น เมื่อมีความผิดปกติในสมองเกิดขึ้น ก็จะทำให้เกิดอาการทางสมองออกมา ได้แก่ เป็นอัมพาต หรือชาครึ่งซีก, มีความผิดปกติของการพูด, การใช้ภาษา, ความทรงจำ หรือการมองเห็น อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นเมื่อความผิดปกติลุกลามไป จนกระทั่งหมดสติและเสียชีวิตไปในที่สุด เนื่องจากสมองถูกห่อหุ้มด้วยกะโหลกศีรษะ จึงไม่สามารถมองเห็นหรือคลำพบได้ แต่ด้วยความก้าวหน้าในปัจจุบันนี้ ความผิดปกติในสมองแม้ว่าจะมีขนาดเล็กๆ ก็สามารถตรวจพบได้ โดยเครื่องมือที่เรียกว่า “CT Scan” หรือ “MRI” (รูปภาพที่ 1) ทำให้สามารถตรวจพบตั้งแต่โรคยังไม่ลุกลามไปมาก หรือมีขนาดเล็กๆ ทำให้เริ่มการรักษาได้เร็วขึ้นซึ่งหมายถึงผลการรักษาที่ดีกว่า

การผ่าตัดสมองโดยใช้อุปกรณ์บอกพิกัดตำแหน่ง (NEURONAVIGATOR)
การผ่าตัดสมอง เป็นการผ่าตัดที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างสูง ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลแทรกซ้อนต่อผู้ป่วย บางครั้งทุพพลภาพหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถึงแม้การผ่าตัดในปัจจุบันนี้ จะมีอุปกรณ์มากมายตลอดทั้งการใช้กล้องผ่าตัดที่มีกำลังขยายสูง เพื่อช่วยให้การผ่าตัดมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น ทำให้ผลการผ่าตัดในปัจจุบันนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจกว่าการผ่าตัดในอดีตอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดในสมองบางตำแหน่ง เช่น ความผิดปกติในสมองส่วนที่ลึกลงไปจากผิวสมอง หรือความผิดปกติในสมองที่มีขนาดเล็กๆ การทำผ่าตัดในกรณีนี้ถ้าไม่มีอุปกรณ์ที่จะช่วยบอกตำแหน่งในระหว่างทำผ่าตัด จะทำให้การผ่าตัดทำได้ยากลำบาก หรือในบางครั้งไม่สามารถทำผ่าตัดได้ เพราะอาจจะเกิดการผิดพลาดระหว่างผ่าตัดเนื่องจากการพลาดเป้าหมาย ซึ่งอาจจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อผู้ป่วย
ในปัจจุบันนี้มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Neuronavigator (รูปภาพที่ 1) ซึ่งมีประโยชน์ในการผ่าตัดสมอง อุปกรณ์นี้สามารถบอกพิกัดของตำแหน่งต่างๆ ในสมองได้อย่างแม่นยำ ทำให้การผ่าตัดสมองแม้ความผิดปกติจะอยู่ในตำแหน่งที่ลึกของสมอง หรือที่มีขนาดเล็กๆก็ตาม ศัลยแพทย์ทางสมองก็สามารถทำผ่าตัดเข้าไปถึงความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ

การผ่าตัดรักษาอาการปวดจากเส้นประสาทสมองที่บริเวณใบหน้า (Trigeminal neuralgia)
ลักษณะอาการคล้ายๆกับปวดฟัน ส่วนใหญ่ปวดที่บริเวณที่แก้มตรงตำแหน่งของเหงือกด้านบนแถวๆกระพุ้งแก้ม ระยะแรกจะปวดเป็นช่วงๆ และบางครั้งก็หายไป ต่อๆมาก็จะปวดบ่อยมากขึ้น รุนแรงมากขึ้นลักษณะคล้ายกับไฟช็อต
ในรายที่เป็นมากๆ ผู้ป่วยจะรับประทานอาหารลำบาก ไม่อยากพูด เพราะว่าจะทำให้อาการดังกล่าวเป็นมากขึ้น แต่ในบางรายอาจเกิดขึ้นที่ส่วนอื่นของหน้าหรือหน้าผากก็ได้
สาเหตุ ข้อมูลในปัจจุบันนี้เชื่อกันว่า เส้นเลือดที่อยู่บริเวณแกนสมอง กดทับหรือเบียดเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ข้างใดข้างหนึ่ง เป็นสาเหตุทำให้การรับความรู้สึกของเส้นประสาทนั้นเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดอาการดังกล่าวตามมา
การรักษา ส่วนใหญ่จะใช้ยารักษาดูก่อน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาอาการชัก ยาที่ใช้กันบ่อยๆ ได้แก่ Carbamazepine หรือชื่อการค้าคือ Tegretol ขนาดของยาก็จะเริ่มในขนาดน้อย และแพทย์ก็จะพิจารณาเพิ่มหรือลด หลังจากดูอาการตอบสนองต่อยาไประยะหนึ่ง บางครั้งต้องใช้ยาหลายตัวร่วมกันในผู้ป่วยบางรายการตอบสนองต่อยาจะดีขึ้นอยู่สักระยะ แล้วกลับมีอาการเพิ่มอีกจำเป็นต้องเพิ่มขนาดของยา ยาตัวใหม่ๆที่เป็นทางเลือกได้แก่กลุ่ม Gabapentin, Trileptal หรือNeurontin อุปสรรคของการทานยาชนิดนี้ก็คือ จะมีอาการง่วงซึม, หนักหัว, ทำอะไรไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยหลายรายไม่สามารถทานยาต่อไปได้